สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ :

หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด |  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว

ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ รับฟังข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน แจ้งโทรศัพท์ได้ที่สายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙ หรือ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
 
ศูนย์บริการ
แสดงเมนู | ซ่อนเมนู
ร่วมเสนอแนะ
เรียนฟรี 15 ปี
แบบสำรวจ
การเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต้องการให้มีกิจกรรมใดมากที่สุด

ส่งเสริมด้านคุณธรรม/จริยธรรม
ส่งเสริมด้านสุขภาพ
ส่งเสริมด้านวิชาการ
ส่งเสริมด้านทักษะอาชีพ



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน 286
จำนวนผู้เข้าชม
มีผู้เข้าเยี่ยมชม
9235956
คน ตั้งแต่ เมษายน 2551
ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่
ขณะนี้มี 45 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่
สถิติรับเรื่องร้องเรียน
- ภาพรวมทั้งหมด
- ธันวาคม 2557
SAMACenter.com :: ดูกระทู้ - จับทางเสริมแวว ปั้นลูกอัจฉริยะ
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

จับทางเสริมแวว ปั้นลูกอัจฉริยะ

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> บทความ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
sema
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/03/2008
ตอบ: 18

ตอบตอบ: 31/03/2008 10:37 am    ชื่อกระทู้: จับทางเสริมแวว ปั้นลูกอัจฉริยะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรื่องที่พ่อแม่เป็นห่วงลูกที่ซุกซนไม่อยู่เฉยมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือกลัวว่าลูกจะเป็น "เด็กไฮเปอร์" "เด็กที่มีศักยภาพมากกว่าคนอื่น รากสมองจะมีมากและมีเรื่องเยอะ ไม่นิ่ง ทำให้เขาช่างสงสัยและต้องการข้อมูล เพราะมีพลังงานมากไม่มีที่สิ้นสุด การแยกว่าลูกเป็นหรือไม่ มีความต่างคือเมื่อเขาสนใจเขาจะนิ่งมาก ขณะที่กลุ่มเด็กไฮเปอร์แท้ๆ ต้องดูแลด้วยแพทย์ ไม่มีวันนิ่ง จะยุกยิกตลอดเวลาและไม่มีความสนใจ" ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "เลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ" ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เมื่อเด็กไม่นิ่งควรพาไปพบจิตแพทย์ ขณะเดียวกันต้องตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กเป็นไฮเปอร์เทียมมาก พ่อแม่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมที่ไม่สับสนวุ่นวาย ให้แน่ใจว่าลูกมีเวลาออกกำลังกายจนเหงื่อออก กินอาหารที่ดี ไม่ใช่อาหารที่มีน้ำตาลหรือสิ่งปรุงแต่ง เพราะไม่ใช่แค่ไปทำลายสุขภาพเด็กกลายเป็นโรคอ้วน แต่มีการพิสูจน์แล้วว่าน้ำอัดลม อาหารสำเร็จรูป กระตุ้นให้เด็กอยู่ไม่นิ่ง
นอกจากนี้ ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรืออยู่กับจอทีวีมากไป เพราะรังสี การปลุกเร้าที่ออกมานั้นทำให้เกิดภาวะเครียดในสมอง บางคนเป็นโรคลมชัก ซึ่งปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี แต่บ้านเรายังไม่สำรวจ และเชื่อว่าบ้านเราก็มีไม่น้อยทีเดียว สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องจัดการเรื่องเกมคอมพ์ เพราะมันระบาดรุนแรง ไม่ใช่แค่เด็กที่ติดแต่ผู้ใหญ่ก็ติดด้วย
ดร.อุษณีย์กล่าวว่า เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพ แต่ใช้ความสามารถที่มีอยู่ต่ำกว่าความจริง เพราะความสามารถที่ซ่อนอยู่ด้านในเป็นปรากฏการณ์ทางปัญญา จะเกิดขึ้นเมื่อมีอะไรมากระตุ้น คนที่มีแววนักวิทยาศาสตร์มักเป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย ชอบจัดกลุ่มของ เรียกว่าพวกสายพันธุ์วิทยาศาสตร์ หรือพวกเอียงซ้าย เพราะสมองด้านซ้ายใช้ในการคิดเป็นเหตุเป็นผล ขณะที่พวกที่ชอบศิลปะ ดนตรี จินตนาการ หรือการมองภาพกว้าง คือใช้สมองซีกขวา ถ้าลูกหลานใครเอียงซ้ายต้องทำให้เขามีสมองที่สมดุล
สำหรับเด็กที่มีความเป็นเลิศจะรู้อะไรรวดเร็วและมาก แต่ขาดทักษะทางสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่และสังคมคาดหวังว่าเด็กกลุ่มนี้จะยังประโยชน์ให้สังคม เพราะศักยภาพทางปัญญาที่มีอยู่ทำให้มองทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เด็กกลับแปลกแยก ว้าเหว่ และด้วยศักยภาพที่ต้องการความสมบูรณ์ เมื่อทำได้ไม่ดีเขาจะทำใจรับไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองสิ้นค่า ไม่มีความหวัง ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการสอน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาหลักของคนกลุ่มนี้
สิ่งที่เราห่วงใยคือเขาจะเป็นคนดีไหม เขาจะอยู่กับสังคมดีไหม ข้อสำคัญคือการกระตุ้นไฟที่มีอยู่ในตัวให้ออกมานั้นไม่ใช่เพื่อให้ทำลาย จึงต้องทำงานร่วมกับพ่อแม่ด้วย
จากที่สัมผัสเด็กในโครงการหลายคนไม่อยากให้เรียกว่าเป็น "เด็กอัจฉริยะ" เพราะจะทำให้เด็กที่มีศักยภาพมีพัฒนาการลดลง จากการปลุกเร้า ด้วยสังคมที่คาดหวังในตัวเขาสูง ไม่อนุญาตให้ทำความผิด เด็กจึงถูกกดดันเพราะซึมซับความคาดหวัง อย่างเด็กที่คว้ารางวัลที่ 1 ของโลกในการวาดภาพ แต่ก่อนเขามีความสุขกับจินตนาการและสีที่วาดที่นำมาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเขา แต่ตอนนี้เขาถูกจับจ้องว่าจะวาดอะไร จะทำได้ดีแค่ไหน ทำให้เกิดความกดดันและทำลายศักยภาพตนเอง
"คนปัญญาอ่อนเป็นอัจฉริยะนั้นยาก แต่คนที่มีปัญญามากกลายเป็นปัญญาอ่อนมีมากกว่า"
จากงานวิจัยของ ดร.เบนจามิน บลูม ที่ใช้เวลาวิจัย 5 ปี ร่วมกับคนปัญญาเลิศ 250 คน เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กเป็นอัจฉริยะพบว่า ปัจจัยสำคัญที่จะมีลูกอัจฉริยะคือแม่ตั้งครรภ์และคลอดตามกำหนด และพ่อแม่ต้องช่างสังเกตเด็กและส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ สิ่งเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นจากพ่อแม่ที่ต้องทุ่มเทเวลาและกำลังเงินให้ลูก จะหวังให้โรงเรียนเป็นที่พึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ร้อยละ 80-90 มาจากสี่มือของพ่อและแม่
เคล็ดลับคือการพาลูกไปหาโค้ชดีๆ ไปอยู่กับครูดีๆ อัจฉริยบุคคลของโลกทั้งหลายสังเกตได้ว่าคนเหล่านั้นมีครูที่ดีและมีพ่อแม่เป็นฐานที่สำคัญ ต้องฝึกให้เขาทำงานหนัก และสิ่งที่อัจฉริยบุคคลต้องมีคือมุ่งมั่นหมั่นสำเร็จ
"เด็กๆ ทุกคนมีของดีอยู่ในตัว แต่เราต้องช่วยให้เขามีโอกาส เมื่ออยู่ในโรงเรียนเขาอาจเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่ถ้าเขาสนใจอะไรแล้วครูควรมีการรวมกลุ่มเด็กที่สนใจ จากนั้นชักจูงเขาและนำมาสอดแทรกในบทเรียน จะทำให้เขารู้สึกสนุกและสนใจเรียนมากขึ้น สำหรับการเลือกระบบการศึกษาสำหรับเด็กนั้นโรงเรียนมีความสำคัญและมีภาระหลักคือทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่โรงเรียนในระบบการศึกษาการสอนเป็นแบบขนมชั้น และด้วยความต่างของเด็กแต่ละคนเพื่อให้ลูกเรียนได้อย่างมีความสุขเราเองต้องสนใจว่าลูกของเราทำอะไรได้ดี และส่งเสริมเขา" ผศ.ดร.อุษณีย์ กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนางอนงค์ เรืองฐานุศักดิ์ แม่ของน้องฮวก ด.ช.ศักย์ศรณ์ เรืองฐานุศักดิ์ อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนสารสาสน์ ซึ่งในอดีตแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเด็กไฮเปอร์ แต่ด้วยความช่างสังเกตทั้งความคิดความอ่าน และกิจกรรมที่ฮวกสนใจ ทำให้ผู้เป็นแม่ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น
นางอนงค์กล่าวถึงลูกชายว่า ลูกมีพฤติกรรมเหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป เขาไม่นิ่งแต่เมื่อสนใจอะไรจะอยู่ได้นานๆ อย่างกลไกเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์และชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาลูกดูเหงาและบอกกับเราว่าไม่อยากไปโรงเรียน เพื่อนคุยไม่รู้เรื่อง ลูกรู้สึกแปลกแยก เขาอ่านหนังสือเล่มโตๆ ไม่เหมือนคนอื่นในเด็กรุ่นเดียวกัน จึงไปปรึกษาแพทย์และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไฮเปอร์ ให้ยามากิน แต่ด้วยการที่เราอ่านหนังสือเยอะ สังเกตลูก คิดว่าลูกเราไม่ได้ประหลาด ทำให้เราต่อต้าน จึงเดินทางมาพบผศ.ดร.อุษณีย์ทำให้ได้ความกระจ่าง
ความสุขของฮวกในวันนี้คือสนุกตรงที่ได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่เครื่องไล่ยุง ฮวกได้ปรับปรุงเครื่องไล่ยุงที่มีขายในท้องตลาด โดยเปลี่ยนความถี่คลื่นเสียงที่ไม่เพียงไล่ยุงเท่านั้นแต่สามารถไล่แมลงอื่นได้ด้วย
"การเลี้ยงลูกต้องอดทน ใจเย็น เมื่อเขาชอบอะไรแล้วต้องสนับสนุน ต้องสังเกตลูก เขามีความคิดดีๆ อย่างเรื่องต้นสักที่อายุยืนอยู่ได้เป็นร้อยปี เขาอยากเพาะเนื้อเยื่อให้คนอายุยืนเหมือนต้นไม้ ซึ่งเขาไม่ได้แค่คิดแต่เขาจะเดินวนเวียนรอบต้นและช่างสงสัยว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น นอกจากนี้ ลูกเคยเอาน้ำไปตากแดด ทีแรกเราก็คิดว่าเป็นน้ำเปล่าทิ้งไว้ แต่เขาเอาเกลือมาผสมไว้ เพื่อดูว่าน้ำมันระเหยไปจริงไหม สิ่งที่ย้ำเสมอคือการเป็นคนเก่งแต่ไม่มีคุณธรรมก็ไม่มีคนคบ ความเก่งของเขาต้องนำมาช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังให้เขา" นางอนงค์กล่าวทิ้งท้าย
ผลจากการปลูกฝัง "รถพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดโลกร้อน และบ้านเราก็มีแดดเยอะ" เป็นอีกสิ่งประดิษฐ์ที่นั่งอยู่ในใจและฝังรากลึกของฮวก--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> บทความ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
 
  หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด :  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว
หากมีข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน
กรุณาแจ้งที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ หรือสายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙
ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Website Power by MOENet. Design By : Bumrung Ch.Com

แลกเปลี่ยนข้อมูล backend.php or ultramode.txt

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.