สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ :

หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด |  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว

ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ รับฟังข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน แจ้งโทรศัพท์ได้ที่สายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙ หรือ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
 
ศูนย์บริการ
แสดงเมนู | ซ่อนเมนู
ร่วมเสนอแนะ
เรียนฟรี 15 ปี
แบบสำรวจ
การเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต้องการให้มีกิจกรรมใดมากที่สุด

ส่งเสริมด้านคุณธรรม/จริยธรรม
ส่งเสริมด้านสุขภาพ
ส่งเสริมด้านวิชาการ
ส่งเสริมด้านทักษะอาชีพ



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน 287
จำนวนผู้เข้าชม
มีผู้เข้าเยี่ยมชม
9302059
คน ตั้งแต่ เมษายน 2551
ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่
ขณะนี้มี 37 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่
สถิติรับเรื่องร้องเรียน
- ภาพรวมทั้งหมด
- ธันวาคม 2557
SAMACenter.com :: ดูกระทู้ - เตือนหน้าร้อนระวังเด็กจมน้ำในช่วงปิดเทอม
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

เตือนหน้าร้อนระวังเด็กจมน้ำในช่วงปิดเทอม

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ข่าวสารศธ.
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
sema
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/03/2008
ตอบ: 18

ตอบตอบ: 24/03/2008 9:31 am    ชื่อกระทู้: เตือนหน้าร้อนระวังเด็กจมน้ำในช่วงปิดเทอม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กระทรวงสาธารณสุขเตือนภัย"ระวังเด็กจมน้ำ ช่วงปิดเทอม หน้าร้อนชี้แต่ละปีทั่วโลกมีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 230,000 คน มากกว่าตายในสงคราม ส่วนประเทศไทยเด็กต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิต 1,500 คนต่อปี เฉลี่ยวันละ 4 คน เตือนระวังหน้าร้อนนี้ จะทำให้ผู้ที่มีความเครียดสุมทรวง อาการกำเริบ จนทำให้ปวดหัว นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย วิธีคลายเครียด ไม่ควรซดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ เล่นโยคะดับเครียด ขณะที่ นายกฯแนะตั้งสถาบันระดับชาติ หวังลดคดีอาญาคนไข้ฟ้องหมอ เพื่อให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยถี่ถ้วน-พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาเสริม

จากกรณีที่มีข่าวเด็กนักเรียนชั้น ป.1 และเพื่อนนักเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนเดียวกัน อายุ 4-7 ขวบ จำนวน 5 คน จมน้ำเสียชีวิต หลังเลิกเรียนชวนกันลงเล่นน้ำคลายร้อนในสระน้ำประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลสระโพนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ นั้น เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่าขณะนี้เป็นช่วงปิดเทอม และสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ปัญหาที่มักพบทุกปีในช่วงนี้คือเด็กจมน้ำเสียชีวิต เนื่องจากธรรมชาติของเด็กมักชอบเล่นน้ำอยู่แล้ว เมื่อสภาพอากาศร้อนอบอ้าว เด็กมักลงไปในสระน้ำ และแม่น้ำ โดยที่ไม่รู้ระดับความลึกของน้ำ โดยจากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า การจมน้ำเกิดขึ้นบ่อยมากในบ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ รวมทั้งในสระน้ำ และอ่างน้ำ นอกจากนี้ยังพบว่า อ่างน้ำนับเป็นจุดเสี่ยงของการเกิดการเสียชีวิตของเด็กวัยต่ำกว่า 4 ขวบ เด็กวัยนี้สามารถจมน้ำ ได้ในน้ำที่มีระดับเพียง 1-2 นิ้ว เนื่องจากเด็กเล็กส่วนใหญ่ไม่เข้าใจอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ และช่วยเหลือตนเองไม่เป็น จึงขอให้ประชาชนระมัด ระวังดูแลบุตรหลาน อย่าปล่อยให้ลงไปเล่นน้ำ โดยลำพัง

ทางด้าน นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจมน้ำ ถือ เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่ทำให้เด็กทั่วโลกที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี บาดเจ็บและเสียชีวิตถึงร้อยละ 57 โดยพบที่ประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 30 ขณะที่สหรัฐอเมริกาพบร้อยละ 23 ที่ออสเตรเลีย ร้อยละ 18 แต่ละปีทั่วโลกมีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 230,000 คน มากกว่าเสียชีวิต จากสงคราม ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 ว่ายน้ำไม่เป็น พบมากที่สุดในเด็กอายุ 1 ขวบ

สำหรับในประเทศไทย การจมน้ำเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เด็กเกิดการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิต ในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตกว่า 1,500 คน เฉลี่ยวันละ 4 คน โดยจมน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ สระว่ายน้ำ และอ่างน้ำภายในบ้าน และเมื่อเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตในทุกสาเหตุจะพบว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิต ซึ่งสูงกว่าโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ และสูง มากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2 เท่าตัว โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบอัตราการเสียชีวิตของเด็กมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้ เพศชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง 2-5 เท่า และพบว่าช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เป็นช่วงที่พบเด็กจมน้ำมากที่สุด เหตุมักเกิดมากที่สุดในช่วงเวลาบ่ายของวันหยุด

นพ.ปราชญ์ กล่าวต่อว่าจากข้อมูลผู้ป่วยที่จมน้ำและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ในปีงบประมาณ 2548 พบว่าผู้บาดเจ็บจากการจมน้ำนอนรักษาเฉลี่ยรายละ 4 วัน มีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 13,000 บาทต่อคน จากการวิเคราะห์ สาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 1-4 ขวบ มักเกิดจากการเผอเรอของผู้ปกครอง ผู้ดูแล โดย พบการจมน้ำสูงในภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น ถังน้ำ อ่างน้ำ กะละมัง เนื่องจากเด็กไม่สามารถดูแลตนเองได้ จึงขอเตือนผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กต้องดูแลเด็กใกล้ชิด ไม่ควรคลาดสายตาแม้เพียงชั่วขณะเช่น รับโทรศัพท์ ล้างจาน ตากผ้า หรือเผลองีบหลับ ขณะที่เด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป มักเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเด็กว่ายน้ำไม่เป็น จะพบการจมน้ำสูงในแหล่งน้ำใกล้ ๆ บ้านและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ร่องน้ำ คู คลอง แม่น้ำ ทะเล เนื่องจากผู้ปกครองผู้ดูแลคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ บ้านหรือในละแวกบ้าน ไม่มีอันตราย

อย่างไรก็ดี ในการป้องกันเด็กจมน้ำ ผู้ปกครองควรปิดประตูห้องน้ำให้สนิท ไม่ควรใส่น้ำ ในถังน้ำแล้วตั้งทิ้งไว้ และอย่าวางของเล่นไว้บริเวณ รอบสระน้ำ เนื่องจากเป็นการสนับสนุนให้เด็กเล่นในบริเวณที่เป็นอันตราย ผู้ปกครองเด็กไม่ควร ปล่อยให้เด็กอยู่เพียงลำพังขณะอาบน้ำ หรือขณะที่อยู่ในแหล่งน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ เช่น ห้องน้ำ อ่างน้ำ ถังน้ำ ท่อระบายน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าใดก็ตาม โดยเฉพาะห้ามทิ้งเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไว้ในห้องน้ำคนเดียว หาก จำเป็นต้องออกจากห้องน้ำ เช่น รับโทรศัพท์ ให้นำเด็กออกมาด้วย ไม่ควรอนุญาตให้เด็กไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่คุ้นเคย ทั้งนี้มีข้อมูลพบว่าเด็กก่อนวัยเรียนที่จมน้ำร้อยละ 70 มีผู้ปกครองเด็กหรือผู้ดูแล 1 ถึง 2 คนขณะเกิดเหตุ และร้อยละ 75 เกิดจากการคลาดสายตาจากเด็กไปไม่เกิน 5 นาที เท่านั้น

เมื่อเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ร.ต.ท. ชวลิต ศรีสนธิ์ ร้อยเวร สภ.เมือง จ.พิษณุโลก รับแจ้งเหตุมีคนสูญหายในคลองชลประทาน หมู่ 5 ต.บ้านคลอง ไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยประสาทบุญสถานที่เกิดเหตุเป็นคลองชลประทาน กว้าง 25 เมตร ลึก 10 เมตร มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลา 30 นาที จึงสามารถนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ ทราบชื่อ ด.ญ. กชกร สุขขี อายุ 13 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18/11 ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ ต.ในเมือง สวมเสื้อยืดสี ครีม กางเกงขาสั้นสีเขียว สภาพศพใบหน้าเขียว คล้ำ สอบสวน ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ด.ญ.กชกร พร้อมกับเพื่อนนักเรียนหญิง โรงเรียนวัดยางมีมานะวิทยารวม 5 คน ได้ชักชวนกันไปเล่นน้ำที่คลองชลประทานและจมน้ำเสียชีวิตดังกล่าว

ปลัด สธ. กล่าวอีกว่า ปัญหาสภาพอากาศในฤดูร้อนจัดเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดความเครียดได้ง่ายขึ้น โดยหากผู้ที่มีความเครียด อยู่แล้วเมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว รวม ถึงการเผชิญกับภาวะแห้งแล้ง จะยิ่งทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น และจะส่งผลกระทบออกมา 3 ด้าน คือ ทางร่างกาย จิตใจและสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น โดยผลสำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2546 พบว่าคนไทยมีความเครียดขั้นรุนแรงประมาณร้อยละ 8 หรือ เกือบ 5 ล้านคน ปัญหาความเครียดที่ปรากฏให้เห็นทางร่างกาย ได้แก่ มีอาการปวดศีรษะ นอน ไม่หลับ ส่วนปัญหาจิตใจ ได้แก่ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ เช่น เพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว อาจทำให้ทะเลาะกันง่ายขึ้น หากบุคคลใดที่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงจากความเครียดอื่น ๆ อยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ควรหาที่อยู่เย็น ๆ เช่น ห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางจราจรที่รถติด เพราะจะทำให้หงุดหงิดง่ายขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ วิธีคลายเครียดที่ดีที่สุด ควรหางานอดิเรกทำ ฝึกสมาธิ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วัน ๆ ละ 30 นาที จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร แห่งความสุข หรือที่วงการแพทย์เรียกว่าสารเอนโดรฟิน (endorphine) ทำให้นอนหลับสบายและหลับนาน ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ การลดความเครียดที่ไม่แนะนำ คือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้มีปัญหาขาดน้ำถึงขั้นช็อกตายได้

ด้าน นพ.ลือชา วนรัตน์ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในหน้าร้อนธาตุไฟกำเริบได้ง่าย อาหารที่เหมาะสมกับฤดูกาลนี้คือ อาหารรสขมเย็น หากเป็นพืชผัก ก็ต้องเป็นประเภทมีรสขมเย็น เช่น มะระ สะเดา แฟง จะทำให้เย็น ลดความร้อนในร่างกายได้ ส่วนประเภทเครื่องดื่มที่เหมาะในการดับร้อน ได้แก่ น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย น้ำใบเตยหอม น้ำตะไคร้ น้ำแตงโม น้ำสับปะรด ที่ให้รสหวานตามธรรมชาติ อย่าให้หวานจัด และขอให้อาบน้ำบ่อย ๆ ชโลมด้วยเครื่องหอมแบบไทย ๆ เช่น น้ำอบไทย จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย สบายมากขึ้น

ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่า มีหมอบางคนอยากให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองหมอเหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่มีกฎหมายคุ้มครอง หรือให้มีการตั้งสถาบันในระดับชาติโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาวิชาชีพ สมาพันธ์สภาวิชาชีพ สมาคมโรงพยาบาล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างถี่ถ้วน เช่น มาตรการรักษาความสะอาดในการตรวจโรคและรักษาพยา บาลผู้ป่วย การตรวจเลือด การจ่ายยาที่ถูกต้อง ซึ่งตนก็เห็นว่าควรมีการตั้งสถาบันลักษณะนี้ และน่าจะช่วยให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายคุ้มครองวิชาชีพแพทย์ นอกจากนี้น่าจะต้องมีกองทุนสำหรับเยียวยาเมื่อเกิดเหตุผู้ป่วยเสียชีวิตจากการรักษาพยาบาล ทำให้มีการเจรจาตกลงกัน เพื่อเรื่องจะไม่ไปถึงคดีอาญา หรือเป็นคดีอาญาน้อยลง.--จบ--



ที่มา: http://www.dailynews.co.th
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ข่าวสารศธ. ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
 
  หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด :  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว
หากมีข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน
กรุณาแจ้งที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ หรือสายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙
ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Website Power by MOENet. Design By : Bumrung Ch.Com

แลกเปลี่ยนข้อมูล backend.php or ultramode.txt

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.